PROGRAMS

โปรแกรมทั้งหมดของเรา

คลิกที่ (+) เพื่ออ่านรายละเอียดทั้งหมด

ศัลยกรรมเสริมหน้าอก (Breast Augmentation)

เสริมหน้าอก (Breast Augmentation)

ตำแหน่งแผลการผ่าตัดมี 3 ตำแหน่ง คือ
1. แผลที่ปานนม
2. แผลใต้รักแร้
3. แผลใต้ราวนม
ชนิดของวัสดุเต้านมเทียม
1. ถุงเต้านมเทียมผิวทราย บรรจุซิลิโคนเนื้อเจล
2. ถุงเต้านมเทียมผิวเรียบ บรรจุซิลิโคนเนื้อเจล
คุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมหน้าอก
1. มีความคาดหวังในความเป็นจริง
2. มีสภาวะทางจิตใจที่มั่นคง
3. มีร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง
4. ไม่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์
5. มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป


การดูแลหลังผ่าตัด
1.ต้องนอนค้างที่โรงพยาบาล 1 คืน
2.แผลห้ามถูกน้ํา 7 วัน ตัดไหมหลังผ่าตัด 7 วัน
3.และสามารถไปทํางานได้หลังผ่าตัด 3 – 5 วัน
4.หลังจากไม่เจ็บบริเวณเต้านมแล้วจะทําการนวดเต้านมต่ออีกหลายเดือนโดยผู้ป่วยจะทําการนวดด้วยตนเอง โดยแพทย์จะสอนให้ผู้ป่วยนวดเพื่อป้องกันเต้านมแข็งจากผังผืดที่เกิดขึ้น
การเสริมหน้าอก เป็นการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ มีวิธีการเปิดแผลใต้ราวเต้านม เปิดแผลบริเวณปานนม โดยการวางวัสดุทางการแพทย์ใต้กล้ามเนื้อ แม้ว่าการเสริมเต้านมในสาวประเภทสองและผู้หญิงทั่วไปมีวิธีการผ่าตัดที่ไม่แตกต่างกันนัก แต่ลักษณะทางกายภาพนั้นแตกต่างกัน เนื้อของสาวประเภทสองนั้นจะมีลักษณะเนื้อที่ตึงและมีไขมันน้อยกว่าผู้หญิง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของการเสริมเต้านมให้เหมือนผู้หญิง การมีเทคนิคทางเลือกที่หลากหลายจึงเกิดขึ้นในการศัลยกรรมเต้านมเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละบุคคล ผู้ที่ผ่าตัดควรทราบว่าศัลยกรรมการเสริมเต้านมสามารถเลียนแบบเต้านมผู้หญิงได้ไม่สมบูรณ์แบบ

ผ่าตัดลดขนาดหน้าอก / ยกกระชับหน้าอก (Breast Reduction)
การผ่าตัดลดขนาดของเต้านม เป็นการช่วยแก้ปัญหาขนาดและรูปทรงของหน้าอกที่ไม่เหมาะสมกับรูปร่าง เต้านมขนาดใหญ่เกินไม่สมดุลกับตัว ส่งผลทำให้มีปัญหาเรื่องการปวดหลัง หรือปวดเมื่อยบริเวณหัวไหล่ เพราะต้องแบกรับน้ำหนักของหน้าอกโดยตรง ทำให้คุณผู้หญิงที่มีหน้าอกใหญ่เกินความต้องการ ไม่ต้องทนปวดหลัง ปวดไหล่ และต้องทนแบกรับน้ำหนักของเต้านมอีกต่อไป


การผ่าตัดลดขนาดและยกกระชับเต้านม มี 3 วิธี

1. การลดขนาดหน้าอกและยกกระชับเต้านมโดยการดูดไขมัน
ออกจากเต้านม แพทย์จะทำการดูดไขมันสำหรับคนไข้ที่มีขนาดหน้าอกไม่ใหญ่มากนัก และไม่ได้ต้องการยกกระชับมากโดยใช้เครื่อง VASER ซึ่งจะมีคุณสมบัติดูดไขมันและยกกระชับได้
ข้อดี
1. ไม่มีแผลเป็น
2. ง่าย สะดวก รวดเร็ว ในการผ่าตัด
3. ฟื้นตัวเร็ว
ข้อเสีย
คือไม่สามารถจะควบคุม รูปทรงของเต้านมได้ดี และไม่สามารถกำหนดขนาดที่ต้องการได้ตามความพอใจ


2. การลดขนาดหน้าอกและยกกระชับเต้านมโดยมีแผลรอบปานนม
การผ่าตัดหน้าอกที่มีขนาดใหญ่และคล้อยปานกลาง ศัลยแพทย์จะเปิดแผลรอบปานนมแล้วย้ายปานนมยกขึ้นพร้อมกับยกเนื้อนมขึ้นไปด้วย หลังจากนั้นปรับแต่งขนาดและรูปทรงให้สวยงามเหมาะสมกับขนาดของรูปร่างของคนไข้ แล้วตัดผิวหนังส่วนเกินออก แล้วดึงผิวหนังเข้ามาเย็บรอบๆปานนม
ข้อดี
ตำแหน่งแผลเป็นอยู่ที่ขอบปานนม
ข้อเสีย
ผิวหนังที่ถูกดึงมาเย็บรอบปานนม จะเป็นรอยพับย่นๆในช่วง 1-3 เดือนแรกหลังผ่าตัด หลังจากนั้นจะค่อยๆ จางหายไป


3. การผ่าตัดยกกระชับเต้านม สำหรับผู้ที่มีขนาดหน้าอกใหญ่มาก
แพทย์จะทำการผ่าเลาะผิวหนังออกคล้ายรูป ตัวทีหงาย Inverted-T Scar และทำการตัดเอาไขมัน และเนื้อออกเพื่อ ให้ได้เต้านมตามขนาดที่ต้องการ จากนั้นทำการเย็บผิวหนังและหัวนมกลับเข้าที่
ข้อดี
1. สามารถที่จะลดขนาดและยกกระชับปรับรูปทรงเต้านมได้ดี
2. จะได้หน้าอกตามขนาดและรูปทรงใกล้เคียงกับที่ต้องการ แต่อาจมีแผลเป็นที่เห็นชัดเจน
ข้อเสีย
รอยแผลเป็น
ระยะเวลาการผ่าตัด ประมาณ 3-5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดของเต้านม
การดูแลหลังผ่าตัด
การดูแลแผลผ่าตัดต้องระวังไม่ให้แผลถูกน้ำ ประมาณ 2-3 วัน หลังการผ่าตัด และทำความสะอาดแผลตามที่แพทย์แนะนำ

ศัลยกรรมคาง (Chin Surgery, Genioplasty)

ศัลยกรรมคาง (Chin Surgery, Genioplasty)

ศัลยกรรมคาง (Chin Surgery, Genioplasty)
คางเป็นจุดที่สำคัญจุดหนึ่งของใบหน้า ศัลยกรรมคาง สามารถทำให้รูปหน้าเปลี่ยนแปลงได้มาก คางของผู้ชายจะมีความกว้าง หนา และแบน ส่วนผู้หญิงจะมีคางแคบ มน และอ่อนหวาน ซึ่งศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดต้องมีความเชี่ยวชาญและชำนาญในการปรับรูปร่างของคาง ด้วยการเสริมคางหรือตัดคาง จะเป็นการช่วยปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วน และสมดุล

เสริมคาง (Chin Augmentation)
วัสดุที่ใช้ในการเสริมคางนิยมใช้วัสดุทาทงการแพทย์ (Silicone, Gore-Tex (e-PTFE) , Med pore) หรือวัสดุเนื้อเยื่อสังเคราะห์ที่มีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ยังมี Fat Transfer โดยดูดไขมันจากส่วนอื่น แล้วปั่นแยกเอาเฉพาะไขมันที่สะอาดนำไปฉีดเพิ่มขนาดและปรับรูปร่างของคางได้อีกด้วย

ตำแหน่งของแผลผ่าตัดเสริมคาง มี 2 แบบคือ
1.แบบมีแผลภายในปาก
2.แบบมีแผลใต้คาง

วิธีการเสริมคาง
การเสริมด้วย ซิลิโคนแท่ง, Gortex, และ Medpore เป็นวิธีที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมน้อยหรือปานกลาง ด้วยความสูงที่ไม่เกิน 0.5 มิลลิเมตร เป็นการผ่าตัดที่ง่ายและใช้เวลาประมาณ 45 นาที โดยไม่ต้องดมยาสลบ และสามารถกลับบ้านได้เลย


การดูแลแผลหลังผ่าตัด
1. การเสริมคางแบบมีแผลในปาก ต้องใช้น้ำยาบ้วนปากบ่อย ๆ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อในช่องปาก
2. การเสริมคางแบบมีแผลใต้คาง ต้องไม่ให้แผลเปียกน้ำ เป็นเวลา 2-3 วัน
3. ต้องรับประทานอาหารอ่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ซิลิโคนที่เสริมเคลื่อนผิดตำแหน่ง
การตัดคาง (Chin Reduction)
เป็นการผ่าตัดเพื่อปรับรูปร่างของคางให้สวยงามได้สัดส่วนและสมดุล ในกรณีที่คางมีขนาดใหญ่เกินไป จะมีการตัดคางออก หรือในกรณีที่คางยื่นเกินไป ก็จะมีการเลื่อนคางให้ขยับเข้าไป หรือในกรณีที่คางสั้นเกินไป จะมีการเลื่อนคางออกมาให้สมดุล การตัดคางในกรณีนี้ต้องมีฟันที่สบกันดีอยู่แล้ว


วิธีการตัดหรือเลื่อนคาง แบ่งออกเป็น
1. การตัดคาง (Chin Reduction)
เป็นการตัดกระดูกคางด้านข้าง เพื่อลดขนาดคางที่มีขนาดใหญ่เกินไป ให้เรียวเล็กลง
2. การตัดคางเพื่อเลื่อนกระดูกคางไปข้างหน้า (Chin forwards Surgery)
ในกรณีที่คางสั้นมาก และมีฟันที่สบกันได้ดีอยู่แล้ว ศัลยแพทย์จะคัดกระดูกคางแล้วสไลส์ไปข้างหน้าเพื่อให้ได้ระดับความยื่น และความยาว ของคางสมดุลกับรูปหน้าทั้งหมด แล้ว ยึดกระดูกคางและขากรรไกรล่างด้วย สกรู( Screws) และ เพลส ( Plate)
3. การตัดกระดูกคางเพื่อเลื่อนไปข้างหลัง (Chin backwards surgery)
ในกรณีที่คางยื่นมากเกินไป
การตัดคาง
ต้องทำภายใต้การดมยาสลบ (General Anesthesia) ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัด 2 ชั่วโมง นอนพักที่โรงพยาบาล 1 คืน ระยะเวลาพักฟื้นประมาณ 1 อาทิตย์
อาการแทรกซ้อนหลังผ่าตัด
อาจมีอาการบวม ช้ำประมาณ 1 สัปดาห์ อาจจะมีอาการชาบริเวณปาก และ คาง อาการชาจะหายไปได้ หลังการผ่าตัดประมาน 3-6 เดือน

ศัลยกรรมตา (Eyelid Surgery, Blepharoplasty)

ศัลยกรรมตา (Eyelid Surgery, Blepharoplasty)

ศัลยกรรมตาบน / ตาสองชั้น (Upper Eyelid Surgery)
ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญบนใบหน้า การมีดวงตาที่ดูสดใสจึงเป็นเสน่ห์อีกอย่างบนใบหน้า ดังนั้นการที่มีตาสองชั้น จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนกว่าวัย โดยทั่วไปแล้ว คนเอเชียมักมีตาชั้นเดียว หรืออาจมีตาสองชั้นอยู่แล้ว แต่มีขนาดเล็ก หรือมีไขมันที่เปลือกตาทำให้ชั้นตาดูไม่ชัดเจน จึงทำให้ความสดใสของดวงตาดูลดน้อยลง การทำศัลยกรรมตาสองชั้น จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดีขึ้น

ขั้นตอนการผ่าตัดทำตาสองชั้น
1. แพทย์จะกำหนดตำแหน่งที่จะเป็นแนวชั้นของตาที่เหมาะสมและดูสวยงาม
2. คนไข้จะรับประทานยานอนหลับอย่างอ่อน เพื่อให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลาย ขณะทำการ ผ่าตัด
3. แพทย์จะเริ่มฉีดยาชาเฉพาะที่ในบริเวณที่จะทำการผ่าตัด
4. เมื่อยาชาเริ่มออกฤทธิ์ แพทย์จะเริ่มใช้เครื่องมือในการผ่าตัดกรีดบริเวณผิวหนังที่ได้กำหนดแนวไว้ ตัดผิวหนังและไขมันส่วนเกินออก หลังจากนั้นจะทำการเย็บกำหนดชั้นตามที่ต้องการ ก่อนที่จะเย็บปิดแผลที่ผิวหนังด้านนอก

ศัลยกรรมตาล่าง / ผ่าตัดตาล่าง (Lower Eyelid Surgery, Blepharoplasty)
ริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณใต้ตา หางตาตก หรือมีถุงไขมันใต้ตา ซึ่งทำให้ดวงตาและใบหน้าดูร่วงโรยเกินวัย ไม่สดชื่น การผ่าตัดเพื่อขจัดถุงไขมันและรอยเหี่ยวย่น พร้อมกับยกกระชับตาล่าง ทำให้ดวงตาและใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย

ขั้นตอนการผ่าตัดตาล่าง
1. กำหนดรอยแผลผ่าตัดที่ขอบขนตาล่าง ยาวออกไปถึงหางตา
2. ให้ยาชาบริเวณที่จะทำการผ่าตัด
3. เปิดแผลตัดไขมันตาล่าง และตัดผิวหนังส่วนเกินออกให้พอดี ยกกระชับกล้ามเนื้อตาล่างเพื่อป้องกันตาแหก จากนั้นจึงเย็บปิดแผลชิดกับขอบขนตาล่าง

การดูแลหลังการผ่าตัด
1. หลังผ่าตัด 2-4 ชั่วโมงแรก ให้ประคบบริเวณที่แผลผ่าตัดด้วยความเย็น อาจใช้ผ้าเย็น หรือ Gel pack เพื่อให้หลอดเลือดหดตัว
2. 1 สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัดให้นอนศีรษะสูงเพื่อลดอาการบวม
3. ให้ระมัดระวังเรื่องการไอ / จาม ควรหลีกเลี่ยงการไอ / จาม แบบรุนแรงเพื่อป้องกันภาวะเลือดออกหลังการผ่าตัด
4. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มี รสเค็ม เพื่อป้องกันการบวม และหลีกเลี่ยง การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
5. หลังจาก 24 ชั่วโมง ให้แกะ ปลาสเตอร์ ที่ปิดไว้ออกได้ ให้ทำความสะอาดใบหน้า ด้วยผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาด
6. หลังจากผ่าตัด 2 วัน ให้ทำความสะอาดใบหน้าด้วยน้ำสบู่อ่อนได้
7. หลังผ่าตัด 5 วัน ตัดไหม
8. หลังผ่าตัด 3 วัน นวดรอยแผลผ่าตัดจากหัวตาไปหางตาเบาๆ เพื่อให้แผลนิ่ม

ข้อควรระวังหลังการผ่าตัดศัลยกรรมตา
1. การเกิดเลือดคั่ง (Heamatoma) บริเวณตาบนหรือตาล่าง
2. อาจเกิดรอยแผลเป็นได้

ศัลยกรรมใบหน้า (Facial Surgery)

ศัลยกรรมใบหน้า (Facial Surgery)

การทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า สามารถช่วยแก้ไข รูปหน้า และสัดส่วน (Proportions) ให้เข้าสู่สมดุล (Balance) พร้อมกับตกแต่งเพิ่มมิติของ หน้าผาก จมูก โหนกแก้ม กราม คาง ให้สวยงามมีเสน่ห์น่ามองมากยิ่งขึ้น
การพิจารณาสัดส่วนของใบหน้า (Facial Proportions) โดยแบ่งใบหน้าจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆดังนี้

การแบ่งใบหน้าจากไรผมถึงปลายคาง ออกเป็น 3 ส่วน เท่าๆกันดังนี้
1. ส่วนบน (Upper Part) เริ่มตั้งแต่แนวเส้นระดับไรผมถึงแนวเส้นหว่างคิ้ว
2. ส่วนกลาง( Middle part ) เริ่มตั้งแต่แนวเสันระดับหว่างคิ้วถึงแนวเส้นปลายจมูก
3. ส่วนล่าง (Lower Part) เริ่มตั้งแต่แนวเส้นปลายจมูกถึงแนวเส้นปลายคาง

ศัลยแพทย์ตกแต่ง จะพิจารณาใบหน้าจาก 3 ส่วนนี้ เพื่อ ประกอบการตัดสินใจปรับรูปหน้าให้ได้รูปลักษณ์ที่สวยงาม สมดุล ได้มิติ ความโค้ง นูน ของหน้าผาก จมูก มุมปาก และคาง ความเป็นศิลปินของศัลยแพทย์ตกแต่ง จะมีมุมมองที่แตกต่างกันไป ความสวยงามก็จะแตกต่างกันไปด้วย

 

คลิก + เพื่ออ่านคำอธิบายเพิ่มเติม

ดึงหน้า (Face Lift)

ดึงหน้า (Face Lift)

การผ่าตัดดึงหน้า
เมื่ออายุย่าง 40 ปี เราจะพบว่าใบหน้าที่ดูอูมอิ่มก็จะเริ่มเหี่ยวย่น เนื่องจากไขมันที่ใบหน้าเริ่มสลายไปบางส่วน ผิวหนังที่เคยเปล่งปลั่งก็จะเริ่มหม่นหมองและแห้งกร้าน กล้ามเนื้อบนใบหน้าเริ่มหย่อนคล้อย เห็นลายเส้นที่หน้าผากชัดเจน เห็นร่องจมูก มุมปากเริ่มตก มีรอยเหี่ยวย่นที่ปากและขากรรไกร
เมื่อย่างอายุ 50 ปี ใบหน้าที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นจะเป็นมากขึ้น เนื่องจากไขมันที่อยู่บนใบหน้าโดยเฉพาะที่โหนกแก้มได้สลายไปมากขึ้นทำให้โหนกแก้มยุบลง ผิวหนังบริเวณโหนกแก้มตกลงมาอยู่ที่บริเวณเหนือมุมปาก ผิวหนังบริเวณขากรรไกร คาง ใต้คาง มีรอยย่นเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันที่คอก็มีรอยย่นเกิดขึ้นด้วย อาจจะมีไขมันมาสะสมใต้คางทำให้เกิดมีเหนียงใต้คาง ปริมาณของเหนียงขึ้นกับอายุที่เพิ่มขึ้น

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบนใบหน้า ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 25 ปี จะมีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างของกระดูกและฟัน มีการขยายขนาดและเปลี่ยนแปลงรูปร่างให้ใหญ่ ตามสัดส่วนของการเจริญเติบโต ขณะเดียวกัน ไขมันจะมีการสะสมที่แก้มเยอะขึ้นกล้ามเนื้อบนใบหน้ามีการขยายขนาดเต็มที่ ผิวหนังบนใบหน้า จะมีอูมอิ่มและเต่งตึ่งเต็มที่ เนื่องจากไขมัน คอลลาเจน และน้ำใต้ผิวหนัง ที่มีปริมาณมากทำให้ผิวหน้ามีความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นดีที่สุด ดังนั้นใบหน้าที่มีอายุประมาณ 20-30 ปี จะเป็นใบหน้าที่สวยสดงดงามที่สุด
เมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ขึ้นไปที่ใบหน้าจะเริ่มเห็นริ้วรอยตามตำแหน่งต่างๆ บนใบหน้าเช่น เส้นที่หน้าผาก โหนกแก้มห้อยลง ไม่กระชับเหมือนแต่ก่อน มีร่องจมูกลึกขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ ใต้คาง กราม เริ่มมีไขมันสะสมเป็นลูกๆ โครงสร้างของกระดูกและฟันจะยุบลงเนื่องจากแคลเซียมที่เป็นองค์ประกอบหลักของกระดูกและฟันสลายไป ทำให้กรามเล็กลงฟันห่างขึ้น โครงสร้างของก้อนไขมันและคอลลาเจนบนใบหน้าจะยุบตัวลง เหลือน้อยลงทำให้ผิวหนังบนใบหน้าแห้งและหยาบกร้าน ความหยืดหยุ่นบนใบหน้าน้อยลง เส้นกล้ามเนื้อบนใบหน้ามีขนาดเล็กลง ทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยตามตำแหน่งต่างๆ บนใบหน้า
เมื่ออายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป เริ่มจะยอมรับใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ค่อยได้ ต้องการจะมีการปรับเปลี่ยนรูปหน้า แก้ไขริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อและผิวหนังส่วนเกินตามตำแหน่งต่างๆ เช่น หน้าผาก ตาบน ตาล่าง โหนกแก้ม กราม และใต้คางที่หย่อนคล้อย ให้ตึงกระชับขึ้น เก็บหนังส่วนเกินออก การผ่าตัดดึงหน้าจะช่วยให้รูปหน้ากลับมาดูดี มีใบหน้าดูอ่อนกว่าวัยเดียวกัน 10-15 ปี

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
1. พบแพทย์ปรึกษาแพทย์ วางแผนการผ่าตัด
2. ตรวจสุขภาพร่างกาย ตรวจเลือด, CBC, Electrolyte HIV, EKG, ความดัน, เบาหวาน
3. งดยาแอสไพริน ก่อนผ่าตัดเพื่อป้องกันเลือดหยุดยาก
4. งดสูบหรี่ก่อนผ่าตัด 2 อาทิตย์ และหลังผ่าตัด 1-2 อาทิตย์ด้วย เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ผิวหนังไม่ดี จะทำให้แผลสมานกันได้ช้า

ตำแหน่งของแผลผ่าตัด จะอยู่บริเวณ เหนือไรผมด้านบน และอยู่หลังใบหู


ขั้นตอนการผ่าตัด
1. ทำการผ่าตัดดึงหน้าภายใต้การดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์
2. ศัลยแพทย์จะเปิดแผลบริเวณขมับเหนือหูในไรผม โค้งลงมาบริเวณหน้าหู แล้วอ้อมไปด้านหลังหู หลังจากนั้นเปิดเลาะแยกชั้นของผิวหนังออกจากชั้นของไขมันและกล้ามเนื้อ แล้วก็จะดึงชั้นของไขมัน ศัลยแทพย์จะเปิดเลาะไปในชั้นของ SMAS (Superficial Musculoponeurotic Stytem) แล้วก็เย็บยกกระชับทำให้กล้ามเนื้อที่ใบหน้ายกกระชับขึ้น
3. ดึงผิวหนังมาให้มาปิดแล้วตัดส่วนที่เกินออกแล้วเย็บปิดแผล
4. ศัลยแพทย์อาจจะเปิดแผลที่ใต้คาง ในกรณีที่ต้องดึงยกกระชับผิวหนังที่คอ

วิธีการผ่าตัดดึงหน้าที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการหย่อนคล้อยของแก้ม, คาง, และบริเวณคอซึ่งมักพบในคนอายุ 50- 60 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจพบในคนที่มีอายุน้อยกว่าก็เป็นได้ ในบางรายมีไขมันสะสมในบริเวณแก้มและใต้คางก็จะใช้วิธีการดึงหน้าร่วมกับการดูดไขมันประกอบด้วย ผลของการผ่าตัดจะทำให้ คุณมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์และสดใสขึ้น ในการผ่าตัดดึงหน้า

เวลาที่ใช้ทำการผ่าตัดดึงหน้า ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง ภายใต้การดมยาสลบ

การดูแลแผลหลังผ่าตัด
1. นอนศีรษะสูง เป็นเวลาประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อช่วยลดอาการบวม
2. งดกิจกรรม การออกกำลังกาย ทุกชนิด ที่จะทำให้กระทบกระเทือนแผล ประมาณ 2 อาทิตย์ และห้ามไม่ให้แผลถูกน้ำเป็นเวลา 2-3 วัน
3. สามารถสระผมเบา ๆ ได้ หลังจากการผ่าตัด 2-3 วัน
4. การตัดไหม 5-7 วัน หลังการผ่าตัดจะต้องตัดไหมส่วนที่อยู่หน้าหูและหลังใบหูก่อน และหลังผ่าตัด 10 วัน จึงจะตัดไหมส่วนที่เหลือที่อยู่บริเวณเหนือไรผมด้านบน ซึ่งผิวหนังบริเวณหนังศรีษะจะหนากว่าส่วนที่อยู่หน้าหู

ปัญหาแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นได้
1. เลือดออก (Bleeding)
2. เลือดคั่ง (Haematoma)
3. อาการชา (Numb) ทีมแพทย์จะต้องใช้วิธีการผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพและระมัดระวังสูง เพราะใบหน้าของคนไข้จะมีเส้นประสาทที่สำคัญๆ อยู่หลายเส้น ถ้าทำด้วยความไม่ระมัดระวังจะก่อให้เกิดปัญหาเส้นประสาทขาดได้
4. แผลเป็น (Scar)

เสริมหน้าผาก / กรอหน้าผาก (Forehead contouring)

เสริมหน้าผาก / กรอหน้าผาก (Forehead contouring)

ศัลยกรรมหน้าผากประกอบไปด้วย
1. ศัลยกรรมหน้าผาก / เสริมหน้าผาก
2. กรอหน้าผาก
3. ดึงหน้าผาก
4. ยกคิ้ว / ดึงขมับ

ศัลยกรรมเสริมหน้าผาก / ผ่าตัดเสริมหน้าผาก
หน้าผากเป็นส่วนหนึ่งของความงดงามบนใบหน้า หน้าผากที่โค้งโหนกนูนได้สัดส่วน และ สมดุล ทำให้สันจมูกได้รูปมีเสน่ห์ชวนมอง การปรับหน้าผากให้ได้รูปทำได้ดังนี้

1. การผ่าตัดเสริมหน้าผาก หน้าผากแบน และแคบ หรือแบนเป็นหน้าผากซามูไร
2. การกรอหน้าผาก กรณีที่มี สันโหนกคิ้วสูง หน้าผาก บางช่วงสูงเกินไปไม่เรียบ
วัสดุที่ใช้เสริมหน้าผาก
1. Bone cement
2. ซิลิโคนแผ่น เมื่อเสริมแล้วผิวมักไม่เรียบ เพราะปรับรูปทรงยาก
3. Gore- Tex (e-PTFE) นิยมใช้สามารถปรับรูปทรง และยืดหยุ่นได้ดี

ขั้นตอนการผ่าตัด
1. เปิดแผลที่ศีรษะห่างจากไลผม 1-2 ซม. เปิดแผลยาวประมาณ 5-7 ซม.
2. เปิดเลาะหนังศีรษะจนถึงโหนกคิ้ว ใส่วัสดุที่ใช้เสริมหน้าผากแล้วเย็บปิด ไม่มีการโกนผม
ระยะเวลาในการฟักฟื้น 2-3 วัน 7 วันตัดไหม
ผลแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เกิดการบวมหรือช้ำ (Haematoma)

ดึงหน้าผาก (Forehead Lift)

ดึงหน้าผาก (Forehead Lift)

การผ่าตัดดึงหน้าผาก ดึงคิ้ว ดึงขมับ เป็นการแก้ไขปัญหา ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก รอยตีนกา (Crow feet) ผิวหนังหย่อนยาน บนใบหน้าส่วนบน ให้เต่งตึง และสดใสขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีวิธีการผ่าตัดที่รวดเร็วและปลอดภัย ทำให้คุณกลับมามีผิวพรรณ สดใส และมั่นใจได้อีกครั้ง

การดึงหน้าผาก เพื่อช่วยยกคิ้ว และลดรอยย่นที่หน้าผาก ทำได้ 2 วิธี คือ
1. ผ่าตัดโดยมีแผลที่ศีรษะในตำแหน่งที่ใส่ที่คาดผม ดึงหน้าผากให้ตึงและตัดเอาผิวหนังส่วนเกินออกแล้วเย็บปิดแผล สามารถตัดกล้ามเนื้อระหว่างคิ้ว ลดการขมวดคิ้วและรอยย่นระหว่างคิ้วได้ดี
2. ผ่าตัดโดยใช้กล้อง (Endoscope forehead lift) มีข้อดีคือ ไม่มีแผลเป็น ลดปัญหาการชาบริเวณศีรษะ แต่มีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากต้องใช้กล้องหรืออุปกรณ์พิเศษช่วยผ่าตัด

ดึงคิ้วและดึงขมับ (Temporal Brow Lift)
เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ปัญหารอยตีนกา และมีคิ้วต่ำกว่าระดับ ให้มีคิ้วสูงโก่ง และทำให้ใบหน้าดูอ่อนวัยขึ้น วิธีการดึงคิ้ว หรือดึงขมับ จะเปิดแผลที่ขมับในไรผม ยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร เปิดเลาะลงมาถึงบริเวณหางคิ้ว หรือ หางตาแล้วดึงให้ตึง ตัดหนังส่วนเกินทั้งสองข้างออก แล้วเย็บปิดแผล ในบางท่านที่มีศีรษะเถิกสูง และมีคิ้วต่ำ ตกลงมาใกล้กับหนังตาบน ไม่สามารถเปิดแผลที่ขมับหรือไรผมได้ จำเป็นต้องเปิดแผล ที่บริเวณเหนือขอบคิ้ว แล้วตัดหนังส่วนเกินออก เย็บปิดแผล ข้อเสียของวิธีนี้คืออาจจะเห็นรอยแผลเป็นชัดเจน ระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัด ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ฉีดยาชา ระยะเวลาพักฟื้น ประมาณ 1 สัปดาห์

ข้อแนะนำ
1. สระผมให้สะอาดก่อนเข้ารับการผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ห้ามใช้สเปรย์ เยลแต่งผม หรือ สารเคมีใด ๆ ทั้งสิ้น
2. นอนศีรษะสูงเพื่อลดการบวม
3. ให้สระผม 2 วันหลังการผ่าตัด เพื่อขจัดคราบเลือดออก

ศัลยกรรมใบหู (Ears Surgery, Otoplasty)

ศัลยกรรมใบหู (Ears Surgery, Otoplasty)

หูเป็นอวัยวะที่สำคัญของการได้ยิน ทำให้เราได้มีรับรู้ถึงการสื่อสาร หรือมีสุนทรีในอารมณ์ องค์ประกอบที่สำคัญของหู คือ ใบหูทั้งสองข้าง ลักษณะของใบหูที่ดีต้องมีขนาดเหมาะสมกับใบหน้า ไม่เล็ก หรือใหญ่จนเกินไป หรือกางมากไป ขณะเดียวกันต้องมีขนาดเท่ากันหรือเหมือนกันทั้งสองข้าง ถ้าใบหูมีลักษณะผิดปกติทั้งขนาดและรูปร่าง หรือไม่เหมือนกันทั้งสองข้าง เนื่องจากอุบัติเหตุหรือเป็นมาแต่กำเนิด ทำให้ขาดความมั่นใจ ควรปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อแก้ไข


ขั้นตอนการผ่าตัดใบหู
1. ปกติจะใช้ยาชา หรือยาชาร่วมกับยานอนหลับ แต่ถ้าอายุน้อยมาก อาจจะใช้วิธีการดมยาสลบ
2. เปิดแผลเล็กๆ ตรงรอยพับหลังใบหูด้านใน เพื่อซ่อนรอยแผลเป็น
3. ตัด เย็บ – ตกแต่งกระดูกอ่อนหลังใบหูให้โค้งงอไปด้านหลัง ใช้ไหมเย็บ-จัดตกแต่งรูปทรงใบหูใหม่ ทำให้ดูเหมือนว่าใบหูเล็กลง ตัดผิวหนังส่วนเกินหลังใบหูออก แล้วเย็บปิดแผล
4. ใช้ผ้ายืด (Elastic Bandage) พันรอบใบหูเพื่อพยุงใบหูที่จัดรูปทรงใหม่ 2-3 วัน แล้วเอาออก ทำความสะอาดแผล ปิดพลาสเตอร์
ระยะเวลาตัดไหม 7 วันหลังผ่าตัด
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดได้แต่น้อยมาก ได้แก่ เลือดคั่ง หรือ การติดเชื้อ


การผ่าตัดเย็บซ่อมรูใส่ต่างหู (Earlobe Repair)
เมื่อใสต่างหูใหญ่และหนักนานๆ อาจจะทำให้รูใส่ต่างหูมีขนาดใหญ่เกินไป หรือเกิดการฉีกขาดได้ สามารถเย็บปิดแผล แล้วรอแผลให้หายสนิทและแข็งแรงอย่างน้อย 6 เดือนก็สามารถเจาะรูต่างหูใหม่ได้

ปลูกผม (Hair Transplant)

ปลูกผม (Hair Transplant)

ศัลยกรรมการปลูกผม เป็นเทคนิคการย้ายรากผมจากบริเวณหนึ่งไปสู่บริเวณหนึ่ง ส่วนใหญ่จะย้ายจากบริเวณด้านข้างหรือด้านหลังศรีษะที่มีผมเยอะ โดยตัดหนังศรีษะที่มีผมออกมาหนึ่งชิ้น ที่คาดว่าจะมีปริมาณรากผมที่ต้องการ แล้วเย็บปิดแผล จากนั้นนำเอามาแยกรากผมออกทีละราก โดยใช้กล้องจุลทัศน์ ประมาณ 2000 กราฟ โดยใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง และใช้น้ำเกลือให้ความชุ่มชื้นแก่รากผม จากนั้นจะนำรากผมที่เตรียมไว้ไปปลูกทีละรากที่บริเวณที่เตรียมไว้จนหมด
ศัลยกรรมการปลูกผมที่ประสบความสำเร็จ รากผมจะต้องเติบโตขึ้นมากกว่า 95% ทั้งนี้จะต้องอาศัยประสบการณ์ เทคนิค และความชำนาญของแพทย์เป็นสำคัญ ผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่ ปวดศรีษะ มีเลือดซึม ชา และบวมที่หน้าผากและตาได้

ศัลยกรรมผ่าตัดกราม (Jaw Surgery)

ผ่าตัดกราม (Jaw surgery)

ผ่าตัดกราม (Jaw Surgery)
สำหรับผู้ที่มีใบหน้ากว้าง ซึ่งเกิดจากการที่มีกรามใหญ่เกินไป จนทำให้ใบหน้าดูไม่ได้สัดส่วนที่สวยงาม บางท่านต้องการรูปหน้าเล็กเรียว การตัดกราม ช่วยให้ใบหน้าส่วนล่าง เล็ก-เรียวได้สัดส่วน ก่อนผ่าตัดจะต้องมีการเอกซ์เรย์กระดูกกรามและฟันก่อน เพื่อที่แพทย์จะได้พิจารณาวางแผนในการผ่าตัด ใช้เวลาในการผ่าตัด 2-3 ชั่วโมง โดยการดมยาสลบ นอนพักที่โรงพยาบาล 1 คืน ระยะเวลาพักฟื้นประมาณ 2- 3 อาทิตย์

ตำแหน่งแผลผ่าตัดกรามมี 2 แบบ คือ
1. ตำแหน่งแผลผ่าตัดอยู่นอกช่องปาก
โดยจะเปิดแผลใกล้ ๆ มุมกรามด้านนอก ความยาวประมาณ 3-5เซนติเมตร แพทย์จะผ่าตัดผ่านกล้ามเนื้อ จนถึงมุมกระดูกขากรรไกรล่าง จากนั้นเปิดเลาะกล้ามเนื้อที่หุ้มกระดูกขากรรไกรล่าง ยาวประมาณที่ต้องการตัดกระดูกออก ใช้เลื่อยตัดกระดูกกรามออก โดยมีกว้างขนาดที่วางแผนไว้ หลังจากตัดเอากระดูกออกมาแล้วศัลยแพทย์ จะกรอปรับกระดูกที่เหลือให้โค้งเรียบเนียน แล้วเย็บปิดแผลด้วยไหมละลาย
ข้อเสีย ของการเปิดแผลตัดกรามนอกช่องปาก คือมีโอกาสทำให้เส้นประสาทที่ไปเลี้ยง กล้ามเนื้อมุมปาก กระทบกระเทือน อาจจะ ทำให้มุมปากตกได้

2. ตำแหน่งแผลผ่าตัดอยู่ภายในช่องปาก
เปิดแผลผ่าตัดประมาณ 3-5 เซนติเมตร ซึ่งอยู่หลังฟันกรามซี่สุดท้ายค่อย ๆ เปิดแผลผ่านกล้ามเนื้อที่คลุมกรามออก เลาะเยื่อหุ้มกระดูกออก ใช้เครื่องมือเลื่อย กระดูกขากรรไรล่างออก หลังจากตัดเอากระดูกออกมาแล้วศัลยแพทย์ จะกรอปรับกระดูกที่เหลือให้โค้งเรียบเนียน และเย็บปิดแผลด้วยไหมละลาย การผ่าตัดกรามหรือขากรรไกรล่างเป็นการผ่าตัดที่ต้องอาศัยความชำนาญ และประสบการณ์ของศัลยแพทย์ตกแต่ง จะทำให้ผลการผ่าตัดที่ออกมาได้รูปหน้าที่สวยงามและสมดุลเท่ากันทั้งสองข้าง
ข้อดี ของการเปิดแผลตัดกรามในช่องปาก คือจะช่วยลดการกระทบกระเทือนของเส้นประสาทที่นำไปเลี้ยงมุมปาก

คำแนะนำหลังผ่าตัด
1. นอนศีรษะสูงเพื่อลดอาการบวม 3-4 วัน
2. บ้วนน้ำบ่อย ๆ ช่วยให้คราบเลือดที่แผลหลุดออกง่าย
3. ใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อลดการติดเชื้อในปาก
4. รับประทานอาหารอ่อนเป็นเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์
5. หลังผ่าตัดอาจมีการเขียวช้ำบริเวณ คอและใต้คาง ประมาณ 1 อาทิตย์ ซึ่งจะหายไปเองและอาจมีอาการชา หรือกระตุกที่ริมฝีปากเป็นเวลา ประมาณ 3 สัปดาห์ อาการดังกล่าวจะหายไปเอง


ยุบโหนกแย้ม (Cheekbone Surgery)

โหนกแก้มเป็นโครงสร้างที่สำคัญของใบหน้าส่วนกลาง ซึ่งเป็นอีกตำแหน่งหนึ่งที่บ่งบอกลักษณะของเพศชาย และเพศหญิง โดยเพศชายจะมีโหนกแก้มสูง และเห็นกระดูกชัดเจน ไขมันที่แก้มมีน้อย แพทย์จะทำการลด ความสูงของกระดูก โดยวิธีการกรอซึ่งจะลดความสูงได้ไม่มาก ในกรณีที่มีกระดูกสูงมากต้องใช้วิธีการตัดกระดูก การกรอหรือตัดโหนกแก้ม จะเปิดแผลในปากใช้ไหมละลาย และแผลหน้าหู 5 วันตัดไหม ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัด ประมาณ 3-4 ชั่วโมง โดยการดมยาสลบ นอนพักที่โรงพยาบาล 1 คืน ระยะเวลาพักฟื้น 1 อาทิตย์


การดูแลหลังผ่าตัด
1. นอนศีรษะสูง ประคบด้วยเจลเย็น เพื่อช่วยห้ามเลือด และลดการบวม
2. รับประทานอาหารอ่อน
3. ใช้น้ำยาบ้วนปากบ่อย ๆ ในช่วย 1 อาทิตย์แรก ในกรณีปิดแผลในปาก เพื่อช่วยให้แผลในปากสะอาด หรือทำความสะอาดแผลใต้ตาในกรณีที่แพทย์ปิดที่ใต้ตา
4. พบแพทย์ หลังการผ่าตัดเป็นแวลา 1 เดือน

ศัลยกรรมปาก (Lips Surgery)

ศัลยกรรมปาก (Lips Surgery)

1. ผ่าตัดปากหนาให้บาง (Lips Reduction)
2. ผ่าตัดยกริมฝีปากบน (Upper lips lift, Upper lips lift shortening)

มนุษย์ใช้ปากเป็นเครื่องมือสื่อสาร ปากจึงเปรียบเสมือนการประชาสัมพัมธ์ของบุคคลนั้น จะต้องมีลักษณะของริมฝีปากที่ดี และมีสีแดงอมชมพู ขนาดของปากที่ได้มาตรฐาน ความกว้างของปาก จะมีขนาดกึ่งกลางลูกตาดำทั้งสองข้าง รูปลักษณะของปากเป็นการบ่งบอกถึงความรู้สึกชีวิต และจิตใจของเจ้าของริมฝีปากคู่นั้น บางคนปากคว่ำ มองดูแล้วเหมือนคนมีทุกข์ บางคนปากบาง บางคนก็ปากหนาเกินไป หรือปากเบี้ยว มองดูแล้วก็ไม่สวยงาม ไม่สมดุลกับใบหน้าอีกด้วย
ลักษณะของริมฝิปากที่ดี ต้องอวบอิ่ม มีขอบ มีหยัก มุมปากทั้งสองข้างต้องมีลักษณะตรง หรือช้อนขึ้นเล็กน้อย และได้รูป เหมาะสมกับขนาดของใบหน้า เช่น ใบหน้าใหญ่ควรมีรูปปากกว้าง ใบหน้าอ้วนควรมีริมฝีปากหนา ใบหน้าเล็กควรมีริมฝีปากบางหรือเล็ก เวลาหุบปาก ริมฝีปากบนและล่างต้องปิดสนิท มีรอยพับย่นเป็นระเบียบ รอยพับย่นนี้เปรียบเหมือนสปริงเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในขณะที่พูด ยิ้ม หัวเราะ หรือ ร้องไห้ ริมฝีปากจะต้องมีสีอมชมพู มีความชุ่มชื้น และมีประกายสดใสเป็นธรรมชาติตลอดเวลา

ลักษณะของปากที่ไม่สวยและขนาดไม่สมดุลกับใบหน้า
เช่น หน้าใหญ่ปากเล็ก หน้าเล็กปากใหญ่ มุมปากตกข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง มุมปากหุบไม่สนิทเห็นฟันได้ชัด รูปปากไม่มีขอบ ไม่มีหยัก หรือโย้ไปข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้โหงวเฮ้งไม่ดี มีความเป็นอยู่ไม่สุขสบาย แต่…ศัลยกรรมตกแต่งริมฝีปาก สามารถช่วยให้ปากที่ไม่สวยกลับมาเป็นริมฝีปากที่มีขนาดที่พอเหมาะกับใบหน้า มีรอยหยัก อวบอิ่ม สวยงาม และมีสีชมพู ทำให้โหงวเฮ้งดี มีเสน่ห์น่าชวนมอง

1. ศัลยกรรมปากหนาให้บาง (Lips Reduction)
เพื่อลดขนาดริมฝีปากบนหรือล่างให้บางลง และได้รูป ลักษณะของแผล จะอยู่ในริมฝีบาง เย็บด้วยไหมละลาย ประมาณ 7-10 วัน ไหมจะหลุดออกไปเอง ถ้ายังหลุดไม่หมด สามารถตัดออกได้

2. การผ่าตัดยกริมฝีปากบน (Upper lips lift, Upper lips lift shortening)
เป็นการปรับแต่งริมฝีปากบนที่ตกลงมาปิดฟันบนจนหมด เวลายิ้ม หรือเวลาพูดจะไม่เห็นฟันบน และเห็นแต่ฟันล่าง ทำให้สัดส่วนระหว่างปลายจมูกและปากบนยาวเกินไป ตามปกติระยะระหว่างขาจมูก (Conlumella) ถึงริมฝีปากบนจะมีระยะประมาณ 12-15 มิลลิเมตร ถ้ายาวเกินไปจะปิดฟัน ทำให้ยิ้มไม่สวย การยกริมฝีปากบนทำให้ระยะระหว่างปลายจมูกและริมฝีปากบนสั้นขึ้น โดยตัดหนังส่วนเกินบริเวณใต้ฐานจมูกประมาณ 3-4 มิลลิเมตร โดยตัดโค้งไปตามรูปร่างของปีกจมูกข้างหนึ่ง ไปปีกจมูกอีกข้างหนึ่ง หลังจากนั้นจะเย็บดึงผิวหนังและกล้ามเนื้อใต้รูจมูกขึ้นไป โดยให้ริมฝีปากบนอยู่สูงกว่าขอบฟังบนประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ดังรูป

การผ่าตัดยกริมฝีปาก มี 2 แบบ
1. มีแผลอยู่ที่ใต้จมูกดังรูป

2. มีแผลอยู่ที่ขอบริมฝีปากบนดังรูป

ขั้นตอนการผ่าตัด
1. สามารถใช้ยาชา หรืออาจจะให้ยานอนหลับเล็กน้อย
2. วาดจุดตำแหน่งและความกว้างของผิวหนังที่จะตัดออก
3. ตัดหนังส่วนเกินออก
4. เย็บชั้นผิวหนังด้านในด้วยไหมละลาย
5. เย็บผิวหนังด้านนอก ซึ่งจะต้องตัดไหมหลังผ่าตัด 5-6 วัน
การพักฟื้น ประมาณ 4-5 วัน และเกิดอาการบวมและชาได้

ศัลยกรรมเสริมจมูก (Rhinoplasty, Nose surgery)

เสริมจมูก (Rhinoplasty, Nose surgery)

การเสริมจมูก ( Augmentation Rhinoplasty, Implantation )
การที่ใบหน้าของคนเราจะดูสวยงามนั้นจะต้องประกอบไปด้วยหน้าผาก จมูก คางที่ได้สัดส่วน จมูกก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าส่วนอื่นเช่นกัน เพราะคนเรามีจมูกที่สวยเข้ารูปรับกับใบหน้า ย่อมจะสะท้อนถึงบุคลิกภาพอันสง่างามและสร้างความมั่นใจให้กับคุณได้เป็นอย่างดี ชาวเอเชียเราเป็นคนที่มีสันจมูกกว้างและแบนรวมไปถึงรูจมูกที่ใหญ่และไม่ได้สัดส่วน ไม่เข้ากับรูปหน้าที่เรียวเล็ก ยากแก่การแต่งหน้าให้สวยงาม ดังนั้นการเสริมจมูกและการตัดปีกจมูกจึงเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้สันจมูกโด่งขึ้น และมีรูปทรงที่สวยงามมากขึ้น ในปัจจุบันมีวิธีการเสริมจมูกที่ปลอดภัย และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลของวงการศัลยกรรม ได้แก่การเสริมวัสดุทางการแพทย์ ซึ่งวัสดุทางการแพทย์จะมีความคงตัวไม่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา สามารถถอดออกได้ทั้งหมดและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

วัสดุที่ใช้ในการเสริมจมูก
1. ซิลิโคนอ่อน (Silicone)
2. เนื้อเยื่อที่มาจากร่างกายของผู้เสริม ได้แก่ กระดูกอ่อน (Cartilage), กระดูกซี่โครง (Bone), เนื้อเยื่อ (Soft tissue)
3. Gore-Tex (e-PTFE)


ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดเสริมจมูก ประมาณ 45 นาที – 1 ชั่วโมง

การดูแลหลังการผ่าตัดเสริมจมูก
1.นอนศีรษะสูงช่วง 2 วันแรก เพื่อลดการบวม
2.ไม่ควรนอนตะแคง 1 สัปดาห์
3.งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และรับประทานอาหารรสเค็มจัด,เผ็ดจัด และของหมักดอง ประมาณ 1 สัปดาห์
4.หลังผ่าตัด 24 ชั่วโมง ล้างหน้าเบา ๆ ด้วยสบู่อ่อน
5.ทำความสะอาดแผลผ่าตัดบริเวณ ปลายจมูกด้านขวาด้วย ไม้พันสำลีจุ่มน้ำต้มสุก หรือน้ำเกลือล้างแผล
6.หลังผ่าตัด 3 วัน ดึงพลาสเตอร์ออก
7.เสริมจมูกไม่ต้องตัดไหม เพราะเป็นไหมละลาย แต่ถ้าเป็นการตัดปีกจมูก แพทย์จะ นัดตัดไหมหลังการผ่าตัด 5 วัน
8.แพทย์จะนัดตรวจแผล 1 เดือน หลังการผ่าตัด โดยทั่วไปจมูกจะยุบบวมและเข้าที่ใช้ประมาณ1 เดือน

การปรับแต่ง แก้ไข จมูก (Revision Rhinoplasty)
การปรับแต่งแก้ไขจมูกมีการผ่าตัดและปรับเปลี่ยนหลายรูปแบบด้วยกัน โดยแพทย์จะพิจารณาลักษณะเดิมของจมูกเป็นหลัก โดยทั่วไปจะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขดังนี้
1. การผ่าตัดลดความสูงของจมูก
เป็นการผ่าตัดภายใต้การดมยาสลบ เพื่อตัดกระดูกจมูก ลดความสูงของจมูก ที่ใหญ่และสูงเกินไป มีรูปทรงไม่โค้งสวย ให้มีรูปทรง และความสูงที่พอเหมาะกับใบหน้า แผลผ่าตัดจะอยู่ในรูจมูกทั้งสองข้าง ทำให้มองไม่เห็นแผล ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัด ประมาณ 2-3 ชั่วโมง นอนในโรงพยาบาล 1 คืน และพักฟื้น 1 อาทิตย์

2. การผ่าตัดลดรอยนูนสูง
บางท่านจะมีกระดูกนูนตรงบริเวณกลางจมูก มองดูไม่สวยงาม เราสามารถผ่าตัดเอากระดูกที่นูน ออกไป โดยแผลจะอยู่ในรูจมูก ถ้า Hump ไม่สูงมาก ก็สามารถผ่าตัดโดยการใช้ยาชาได้ แต่ถ้า Hump สูงและหนามากอาจต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ และต้องดมยาสลบ ระยะเวลาในการผ่าตัด ประมาณ 1-2 ชั่วโมง สามารถกลับบ้านได้เลย พักฟื้นเพียง 1 อาทิตย์

3. การลดความยาวของจมูก
เป็นการผ่าตัดที่ลดความยาวที่ส่วนปลายของจมูกที่เป็นกระดูกอ่อน แล้วตัดแต่งให้ได้ความยาวที่เหมาะสม โดยการฉีดยาชา เปิดแผลในรูจมูก ทำให้มองไม่เห็นแผลเป็น หลังผ่าตัดกลับบ้านได้ทันที ระยะเวลาในการผ่าตัด ประมาณ 1 ชั่วโมง สามารถกลับบ้านได้เลย พักฟื้นเพียง 1 อาทิตย์

4. การแก้ไขปลายจมูก
เป็นการผ่าตัดแก้ไขปลายจมูกที่ใหญ่ กว้าง แบน ให้ดูเล็กเรียว สวยงามอ่อนหวานขึ้น แพทย์จะทำการผ่าตัด ตัดแต่ง เย็บกระดูกอ่อนตรงปลาย ให้ดูแคบลงและสูงขึ้น สามารถทำได้ด้วยการฉีดยาชา ระยะเวลาในการผ่าตัด ประมาณ 1 ชั่วโมง สามารถกลับบ้านได้เลย พักฟื้นเพียง 1 อาทิตย์
5. การตัดปีกจมูก
เป็นการแก้ไข ตกแต่งจมูกสำหรับผู้ที่มีปีกจมูกกว้าง กว่าปกติ สามรถทำได้ด้วยการฉีดยาชา เฉพาะที่ ระยะเวลาในการผ่าตัด ประมาณ 30 นาที สามารถกลับบ้านได้เลย พักฟื้นเพียง 1 อาทิตย์

คำแนะนำ หลังการผ่าตัดตกแต่งจมูก
1. นอนศีรษะสูง 2-3 วันเพื่อลดการบวม
2. ประคบน้ำแข็ง 24 ชั่วโมง ของวันแรกในการผ่าตัด
3. รักษาแผลให้แห้ง
4. ทำความสะอาดแผลที่ผ่าตัดทุกวันด้วยน้ำเกลือ 0.9 % NSS เพื่อเช็ดคราบเลือดและ สิ่งสกปรกออก
5. ตัดไหมออกภายใน 5 วัน

ตัดปีกจมูก ( Alaplasty )
การตัดปีกจมูก ใช้กับผู้ที่มีปีกจมูกใหญ่ กว้างกว่าปกติ สามารถผ่าตัดโดยใช้การฉีดยาชา เฉพาะที่ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีวิธีการตัดปีกจมูก มีการทำได้ด้วยการตัดที่ขอบล่างของปีกจมูก หรือการตัดที่ขอบบนของปีกจมูก ขึ้นอยู่กับลักษณะของปีกจมูก

การดูแลหลังการผ่าตัด
1. นอนศีรษะสูงช่วง 2 วันแรก เพื่อลดการบวม
2. ไม่ควรนอนตะแคง 1 สัปดาห์
3. งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และรับประทานอาหารรสเค็มจัด,เผ็ดจัด และของหมักดอง ประมาณ 1 สัปดาห์
4. หลังผ่าตัด 24 ชั่วโมง ล้างหน้าเบา ๆ ด้วยสบู่อ่อน
5. ต้องทำความสะอาดแผลให้สะอาดด้วยน้ำเกลือล้างแผล เพื่อขจัดคราบเลือดและลดการติดเชื้อ ตัดไหมภายใน 7 วัน

RECOMMENDED

โปรแกรมแนะนำ

Fat Graft - การเติมไขมันทั่วใบหน้า

🎉 เติมให้หนักจัดให้เต็มทุกความสวยด้วยสูตรเติมเต็มผิวหน้าด้วยไขมันตัวเอง ฟูดี๊ดีไม่มีปลาทอง
🔥ปัญหาหน้าตอบ ทำให้ดูแก่ก่อนวัย นอนดึกหน้าดูไม่สดใสตาลึกแก้มไม่มีไขมันให้ดูอิ่มตัว ปรึกษาเราทางนี้เลย เพราะสิ่งที่คุณหาอยู่คือ Fat grafting ที่จะตอบโจทย์ปัญหาคุณ
เติมไขมันหน้าโดย คุณหมอเบิร์ด หมอพีรพล สุทธิภาศิลป์ แพทย์ประสบการณ์เติมไขมันผิวหน้า กับความพึงพอใจที่ลูกค้าบอกต่อกันแบบปากต่อปาก
.

 V-Prestige Hifu

ล็อคหน้าเรียวสวยด้วยโปรแกรม V-Prestige Hifu

ยกกระชับปรับรูปหน้าเรียว
ลดไขมันบริเวณแก้ม/เหนียง
พลังงานลงลึกให้ความกระชับจัดเต็ม
หน้าเรียวทันทีหลังทำ 20%
ทุกกระบวนการทำโดยแพทย์ประสบการณ์ Hifu

V-Prestige laser Program

✨เรื่องรอยสิว กระ ฝ้า เจอหนักมาเราก็ช่วยได้!!✨
โปรแกรมเลเซอร์ที่เข้าใจหนุ่มสาวนักลุย ที่เจอปัญหาหนักๆ จากผิวหน้าคล้ำเสียจากแดด รอยที่เกิดจากสิว รอยแดง รอยดำ ฝ้า กระ และจุดด่างดำต่างๆ V-Prestige laser Program ช่วยได้
.✨V-Prestige laser Program เป็นโปรแกรมที่รวบรวมเอา Laser ต่างๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนไข้ ที่เกิดปัญหา รวมทั้งหมดไว้ในโปรแกรมเดียว โดยใช้ Laser ประสิทธิภาพสูง ในการปล่อยพลังงานลงชั้นลึกของผิว ลดการเกิดเม็ดสีเมลานิน และทำให้เม็ดสีที่เข้มขึ้นจางลงไป

แผนที่ Villa Aestheca

ติดต่อเรา

CALL CENTER :

092-474-1144
092-474-4411

villaaestheca​

villaaestheca​

@villaaestheca​

Close Menu